ควันหลงวิชาการ + วิชาการน่ารู้
Corneal Dystrophies
บทความจากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
Corneal Dystrophies (โรคกระจกตาเสื่อม)
เป็นกลุ่มโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งมักก่อให้เกิดความผิดปกติที่กระจกตาทั้ง 2 ข้าง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และความผิดปกตินี้อาจเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆตามระยะเวลาที่ผ่านไป
การรักษา ขึ้นกับอาการแสดงของผู้ป่วย และชั้นของกระจกตาที่มีรอยโรค โดยเริ่มตั้งแต่
· การใช้ hypertonic agents (3% หรือ 5% NaCl) ในผู้ป่วยที่ตรวจพบกระจกตาบวม ร่วมกับมีอาการมองเห็นภาพไม่ชัดโดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน และมักมองเห็นดีขึ้นเมื่อเวลาสายหรือบ่าย
· น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการเคือง ในกรณี recurrent corneal epithelial erosion อาจใช้ lubrication ในรูปแบบเข้มข้น เช่น gel หรือ ointment ป้ายตาก่อนนอนเพื่อป้องกันไม่ให้เปลือกตาติดกับผิวกระจกตาระหว่างหลับตาเป็นเวลานาน
· การใช้ contact lens (CL) ในผู้ป่วยที่มี epithelial defect ขนาดใหญ่ ร่วมกับการให้ยาปฎิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ (2 ครั้งต่อวัน) นอกจากนี้ CL ยังนำมาใช้ใส่ ต่อเนื่องเพื่อป้องกันการสะสมของสาร amyloid ในผู้ป่วย Gelatinous drop-like dystrophy ได้อีกด้วย
· การใช้แสงเลเซอร์ Phototherapeutic keratectomy (PTK) เพื่อกำจัดรอยโรคในผู้ป่วยที่มีรอยโรคอยู่ในชั้นตื้น (epithelium, subepithelium และ anterior stroma)
· ท้ายสุดคือ การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาที่พัฒนาให้มีความจำเพาะกับชั้นกระจกตามากขึ้น ได้แก่
ü Deep anterior lamellar keratoplasty (DALK) ในผู้ป่วยกลุ่ม Stromal corneal dystrophies
ü Endothelial keratoplasty (EK) ในผู้ป่วยกลุ่ม Endothelial dystrophies
ในปี 2015 ทาง International Committee for Classification of Corneal Dystrophies (IC3D) ได้ทำการจัดกลุ่มโรคใหม่ แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักดังนี้ 1) Epithelial and subepithelial dystrophies 2) Epithelial-stromal TGFBI dystrophies 3) Stromal dystrophies และ 4) Endothelial dystrophies ซึ่งแตกต่างจากการแบ่งกลุ่มเดิมที่จัดไว้ในปี 2008 โดยปรับแยกกลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ TGFBI ออกมาเป็นกลุ่มเดี่ยว, ยกเลิก Congenital hereditary endothelial dystrophy (CHED) type 1 ที่ภายหลัง พบว่ามีอาการแสดงคล้าย และตำแหน่งยีนส์ผิดปกติที่เดียวกันกับโรค Posterior polymorphous corneal dystrophy (PPCD) จึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น CHED ในความหมายปัจจุบันจึงหมายถึง CHED type 2 เท่านั้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางการตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม และการใช้ Confocal microscopy ที่แพร่หลาย จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาช่วยจักษุแพทย์ในการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่จักษุแพทย์จะต้องติดตามความก้าวหน้าในเรื่องการวินิจฉัย และการรักษาผู้ป่วยโรคนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยของเรา
พญ. ภัศรา จงขจรพงษ์
จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา
โรงพยาบาลรามาธิบดี